เที่ยวมั่ว โนทัวร์ ที่ฮ่องกง ตอนที่ ๑
posted on 12 Dec 2008 10:58 by nhephex in Travel.
หลังจากเคยเกริ่น ว่าไปเที่ยวฮ่องกงมาเมื่อปี 2005 ใน entry ก่อนหน้า แต่ไม่ว่างมา up เลย
ตอนนี้พอมีเวลา up แล้ว เลยเอามาแชร์กันดูครับ
คือ สาเหตุที่ไปฮ่องกง เนี่ย นอกจากจะไปฮอนนีมูนกันแล้ว
ผมคิดว่า ฮ่องกงนี่ น่าจะไปเองได้ โดยไม่ต้องอาศัยทัวร์ เพราะมีรถไฟฟ้า เรือ ต่างๆ
แถมตอนช่วงไป มีหนังสือ เที่ยวไม่ง้อทัวร์ เพิ่งออก ก็หาข้อมูลพวกนี้ สะสมแล้วก็ลุยกัน
กอรปกับ ตอนนั้น ได้ตั๋วฟรี ไปกลับ ไทย ฮ่องกง 1 ที่นั่ง จากการสะสมไมล์
ก็เลยประหยัดเงินได้อีก (แหะๆ)
เรามีไกด์ครับ ในการเที่ยวครั้งนี้ แต่ไกด์เราเป็น กระดาษ + หนังสือ ไม่ใช่คน นั่นคือ
หนังสือ 2-3 เล่ม (ภาษาไทย) ที่ซื้อไว้ และ กระดาษ A4 หลายแผ่น ที่ print ที่เที่ยวมาจากเวบ
และแผ่นพับแผนที่ฮ่องกง ที่ไปได้ตอนไปถึงที่สนามบินที่ฮ่องกง
กำหนดการ คือ ออกเดินทางวันที่ 6 ธค 2005 ขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง (ตอนนั้นยังไม่มี สุวรรณภูมิ)
เวลา 11:05 น. สายการบินที่ขึ้น ก็ คาเธ่ แปซิฟิก และกลับ 11 ธค 2005 เวลา 9:30 น.
สถานที่พัก เป็น Guest House ที่ราคาไม่แพงมาก โอเคว่า หลายคนอาจไม่เห็นด้วย
ทำไมไปฮอนนีมูน แล้วไม่พักดีๆ แต่ผมไม่คิดแบบนั้น ผมว่าเราเอาเงินค่าที่พัก ไปเที่ยวดีกว่าครับ
ซึ่งภรรยาก็เห็นด้วย และเราก็ไม่ได้เป็นคนเรื่องมากอะไร สบายๆ อยู่แล้ว จึงประหยัดค่าที่พักไปได้หลายเลย
นอกจากนี้ สถานที่ตั้งของที่พัก ก็อยู่ในย่าน จิมซาจุ่ย ฝั่งเกาลูน มีรถใต้ดินลากผ่าน ไปไหนสะดวกดีครับ
### ประสบการณ์ เที่ยวมั่วฮ่องกง ###
เดินทางไปดอนเมืองด้วยรถแท็กซี่
ณ เวลาเช้า ประมาณ 8 โมงครึ่ง เรียกรถแท็กซี่มิเตอร์ก็มาถึงหน้าบ้าน ขนของขึ้นท้ายรถเสร็จ
รถก็บึ่งไปบนถนนที่รถไม่ค่อยติดนัก ไปถึงสนามบินดอนเมืองเวลาประมาณ 9 โมงเศษ
แต่เราเอากระเป๋าเข้าไป check ไม่ได้ในทันที เพราะยังเร็วเกิน เลยไปนั่งจิบกาแฟ บวกอาหารเช้าเล็กๆ
ที่ Burger King สาขาสนามบิน ที่สนนราคาแพงกว่าปกติพอสมควร (ทำไม ?!!!!!???)
หุยสั่งกาแฟเย็น ผมสั่งกาแฟร้อนบวก แฮชบราวน์
ก่อนขึ้นเครื่อง เดินเล่นร้านขายของ Duty Free ตั้งแต่หัวยันท้าย ได้เห็นร้านรวง
ที่เปิดให้บริการกันเป็นที่เรียบร้อย ราคาของที่ขายใน Duty Free จัดได้ว่าแพงนะครับ ไม่ใช่ถูก
อย่างชอคโกแลตสวิตซ์ ที่หุยซื้อมาตอนไปเที่ยวกับที่ทำงาน ได้ราคา 400 กว่าบาท
ในสนามบินขายอยู่ 800 บาท ยังไงถึงไม่เสีย Duty ก็แพงอยู่ดี (แง่ม)
เข้าไปนั่งรอที่เก้าอี้หน้าเกตนั้นประมาณสิบกว่านาทีเองมั้ง ก็ขึ้นเครื่องได้ บนเครื่องบินสู่มหานครฮ่องกง บนเครื่อง หุยนั่งติดหน้าต่าง ผมนั่งตรงกลาง เป็นที่นั่งแบบสามคน คนที่นั่งข้างๆผม เป็นผู้ชาย
น่าจะเป็นชาวจีน เพราะอ่านหนังสือพิมพ์จีนใหญ่เลยตั้งแต่ขึ้นเครื่อง ดูจริงจังมาก
แถมนั่งเบียดหน่อยๆ ดีที่ตัวไม่ใหญ่มาก เลยไม่อึดอัดนัก
(แต่ถ้าให้ดี อยากนั่งสองคนมากกว่านะ)
บนเครื่องบินมีทีวีติดอยู่ที่เก้าอี้นั่งคนข้างหน้า แต่ไม่มีหนังฉายนะครับ มีแต่รายการทีวี
ประมาณละคร และพวกข่าว อ่อ มีการ์ตูนด้วย คงเพราะระยะเวลาในการเดินทาง เพียงสองชั่วโมงเท่านั้น
ก็ถึง เลยไม่มีหนังยาวให้ดู ผมนั่งอ่านหนังสือของพี่ปราบดา เล่มใหม่ (ตอนนั้น) รวมเรื่องสั้น
“ความสะอาดของผู้ตาย” จบไปสองตอนมั้ง แล้วก็หลับ เพราะเมื่อคืนก่อนเดินทาง นอนไม่มากนัก
แถมต้องตื่นแต่เช้าเตรียมตัวเดินทางอีก เบาะในเครื่องจึงเป็นเสมือนเตียงนอนไปโดยปริยาย
ก้าวแรกสู่ฮ่องกง
เมื่อถึงสนามบิน Chek Lap Kok ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะลันเตา ผมก็พบว่า ประเทศฮ่องกงมีเกาะน้อยใหญ่
มากมายหลายเกาะ ตรงกับที่เรียนมา แต่เกาะที่สำคัญ ๆ ได้แก่ เกาะเกาลูน (ติดแผ่นดินใหญ่)
เกาะฮ่องกง และ เกาะลันเตาที่ตั้งสนามบินแห่งนี้ ซึ่งค่อนข้างทันสมัยพอสมควรเลยครับ เมื่อก้าวขาลงจากเครื่อง สิ่งแรกที่สัมผัสคืออากาศที่หนาวเย็นอย่างมาก
พวกเราเตรียมเสื้อหนาวกันมาน้อย เนื่องจากดูพยากรณ์อากาศในเวบ
แล้วพบว่า ช่วงของอุณหภูมิ จะอยู่ประมาณ 10 – 21 องศา
ก็เลยชะล่าใจ ว่าคงไม่หนาวเหน็บอะไร แต่ที่ไหนได้ พอไปถึงก็รู้ว่า มันไม่ใช่แค่เย็นสบายแล้วสิ
มันกลายเป็นหนาวเย็นซะแล้ว
เวลาของฮ่องกงเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง เราจึงมาถึงฮ่องกงเวลาประมาณบ่ายสามโมงเศษ
เดินเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง ใช้เวลาไม่นานนักก็เข้าไปได้ มีคนไทยเข้าแถวต่อจากพวกเราด้วย
ตอนอยู่ที่ด่านตรวจ
เดินเข้าไปแล้ว มีบู้ตครับทั่น เป็นบู้ตเกี่ยวกับการซื้อตั๋วเดินรถ ผมก็เลยซื้อบัตร Octopus Card
(คนละ 100$ HK)
บัตร Octopus Card คืออะไร
บัตร Octopus คือบัตรแถบแม่เหล็ก
สำหรับเก็บข้อมูลเงินในบัตร บัตรนี้เวลาใช้ ก็เหมือนบัตรรถไฟฟ้าใต้ดินของไทยแหล่ะครับ
คือเอาไปพาดกับที่วาง ก็จะอ่านแม่เหล็กดูว่ามีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่ที่บัตร
แต่สิ่งที่เหนือกว่าไทยคือ บัตรนี้ใช้ขึ้นรถไฟ MTR, KCR, รถบัสต่างๆ,
เรือสตาร์เฟอรี่ ฯลฯ มากมาย
รวมทั้งการซื้อของก็ใช้บัตรนี้แทนบัตรเงินสดได้เลยในร้านอย่าง 7Eleven
แต่ก็ต้องระวัง ถ้าบังเอิญทำตกหาย ก็คือคุณทำเงินหายตามมูลค่าบัตรนั่นแล ดังนั้น
เมื่อมีแล้วต้องเก็บรักษาดีๆหน่อยครับ อ้อ ต้องเสียค่ามัดจำบัตรด้วย 50 เหรียญ
จะได้คืนเมื่อเอาบัตรไป Refund ภายในระยะเวลาที่กำหนด
เดินทางจากสนามบิน Chek Lap Kok ไปสู่ห้องพัก
การเดินทางจากสนามบินไปยังที่พักย่านถนนนาธาน ใกล้ๆ ถนน Temple Market
พวกเราเลือกที่จะใช้บริการรถบัส สาย A21 เนื่องจากราคาตั๋วที่น่าจะถูกกว่าไปโดย
รถไฟ Airport Express ตอนแรกก็ไปขึ้นไม่ถูกเหมือนกัน เพราะใหม่มาก
ไม่รู้ว่าวิธีขึ้นรถบัสของฮ่องกง ต้องทำอย่างไรบ้าง เลยถามตำรวจที่สนามบิน พี่แกก็ชี้ไปที่ Exit
แล้วบอกว่าให้ออกไป แล้วเลี้ยวขวา ก็จะมีท่ารอรถ ผมกับหุย ลากกระเป๋าเสื้อผ้า
สะพายเป้กันพะรุงพะรัง เพื่อไปรอรถ รอไม่ถึงนาที รถมาพอดี
เราก็เลยขึ้นไป รถบัสที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นแบบสองชั้น คันนี้ก็เช่นกัน
และเนื่องจากเป็นรถสำหรับสนามบิน
จึงมีชั้นวางกระเป๋าเดินทางพิเศษให้ด้วย ไม่ใช่มีแค่ที่นั่งผู้โดยสารเท่านั้น
การเดินทางเหมือนจะยาวนาน เราสองคนก็หลับๆตื่นๆ ไปตลอด
แต่พอใกล้จะถึงที่หมาย ซึ่งคนที่ Information สนามบิน ให้ข้อมูลว่า ให้ลงป้าย 10
และคอยอ่านรายละเอียดของป้ายลงที่หน้าจอของรถ (ในรถบัส มีป้ายบอกตลอดว่า
ป้ายต่อไปคือเบอร์อะไร เป็นป้ายของถนนอะไร)
โดยใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนานเหมือนกันครับ น่าจะประมาณชั่วโมงนึง
เดินหาที่พัก กว่าจะเจอ...
เรามาลงป้ายแถวๆหน้าโรงแรม Majestic บนถนน นาธาน พวกเราก็เดินตามแผนที่
แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ตึกที่ตั้งของ Guest House ที่ว่า จนกระทั่งเหลือบไปเห็นป้ายเล็กๆ เย่
เลยเดินเข้าไป และกดไปชั้น 14 ขึ้นไปถึงก็ไปกดออด เจ้าของบ้านชื่อคุณวันชัย หน้าตายิ้มตลอด
เหมือนอาแปะ มีอายุ พูดไทยได้ชัดเจนดีครับ แต่น่าจะพูดภาษาฮ่องกงได้ดีกว่าด้วย
เพราะภรรยาเป็นคนฮ่องกง เราก็แนะนำตัวกัน ทางเขาดูเหมือนจะทราบก่อนหน้านี้แล้ว
ว่าพวกเราจะมาพัก
ราคาไม่ได้ต่อรองเลย คิดคืนละ 300 เหรียญ
(จริงๆ พวกเราน่าจะขอลดหน่อย เพราะเอาน้ำพริกมาให้จากเมืองไทยด้วยนา
แม่หุยฝากมาให้ เพราะน้องเมย์ น้องหุย
ไปอาศัยอยู่กับคุณวันชัย เมื่อเดือนตุลา ประมาณสองอาทิตย์ กับเพื่อน
ซึ่งเป็นญาติ กับเพื่อนน้องเมย์) ตกลงเราจ่ายไปเลย 5 คืนครับ 1500 เหรียญเหนาะๆ ไปซะแล้ว
แต่ยังเอากระเป๋าเข้าไปเก็บไม่ได้ เพราะยังมีคนพัก ซึ่งจะออกไปวันนี้ พวกเราก็เลยฝากกระเป๋าไว้
แล้วลงไปเดินข้างล่าง ซึ่งท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มแล้ว บรรยากาศ ประมาณนี้ครับ
เปิดประตูเข้าสู่ห้าง Harbour City
เดินช๊อปวันแรกก็ได้ของแว้วเราเดินไปเรื่อยๆ บนถนนนาธาน แบบคนไม่เคยมา
ภาพที่เห็น คือเต็มไปด้วยผู้คน ที่มีให้เห็นตลอดทางเดิน แม้เวลาประมาณหกโมงเย็น
จะดูไม่ค่อยดึกมากมาย แต่ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มแล้ว สมเป็นฤดูหนาวของที่นี่
ร้านรวง มีทั้งที่เป็น Brand Name และไม่เป็น Brand Name ให้เห็นตลอดทางเดิน
รวมถึงร้านขายลูกชิ้นทอด ร้านขายอาหาร หรือแม้แต่รถเข็นขายของตามทาง น่าเข้าไปลองมากๆ
และแล้ว ก็ต้องกางแผนที่ เพื่อหาที่ตั้งของห้างใหญ่ที่มีชื่อเสียงของฮ่องกง ฮาร์เบอร์ซิตี้
เดินฝ่าความหนาวไปจนถึงห้าง ร้านแรกที่ผมจะไป คือ Toy R Us อันโด่งดัง (สมัยนั้น
ยังไม่เข้ามาในไทยเลยมั้ง แต่มีมานานแล้วที่อเมริกา) เมื่อเข้าไปในร้านแล้ว ความรู้สึกของผมคือ
ไม่เห็นใหญ่เลย (เทียบกับบางสาขาที่อเมริกา ที่อภิมหาโคตรใหญ่ เหมือนเดินแมคโคร
ที่ขายแต่ของเล่น !) ก็เลยคิดว่านี่หรือที่ในหนังสือแนะนำบอกว่าใหญ่ (แหะๆ)
แต่ถึงกระนั้น เราก็ได้ของกลับติดมือ กันมานิดหน่อย ให้ได้ชื่อว่ามาเยือน (แบบไม่มีทุนทรัพย์มากมาย)
ต่อด้วย HMV และ เอสปรี
ออกจาก Harbour City เราก็เดินไปร้านขายดีวีดี ซีดี ชื่อดังของโลกอย่าง HMV
ซึ่งมีสาขาสามชั้นอยู่แถวๆนั้น โดยผมเนี่ย เข้าไปแล้วติดลมมาก ที่นี่เปิดถึง 5 ทุ่มสี่สิบห้าแน่ะครับ
หลังจากได้ดีวีดีมาหลายแผ่น เป้าหมายต่อไปคือร้านเอสปรี เพื่อดูเสื้อผ้า
เอาแบบกันหนาวได้ แต่ไม่ได้อะไรติดมือ
อาหารค่ำมื้อแรกที่ฮ่องกง
ตอนแรกเราก็เข้า 7Eleven ได้น้ำมา มันจะพอรึ ก็เลยเดินหาร้านกัน เราอยากเข้าร้านอะไรที่มันดู
Local มากๆ ไม่อยากเข้าพวก Fast Food หรืออาหารที่มีขายทั่วไปในไทย
เราเลยเดินลุยไปตามซอย และได้เห็นป้ายอาหารอยู่หน้าร้าน
"เราพูดภาษาจีนไม่ได้ แต่วิธีการคือ เราถ่ายรูปเหล่านี้ไปให้คนขายดู"
แล้วบอกว่าจะสั่ง ใครไปต่างบ้านต่างเมืองแล้วพูดภาษาเขาไม่ได้
ก็ใช้วิธีนี้กันได้ตามสะดวกครับ
อาหารเยอะมากครับ ข้าวจานใหญ่ รสชาติดีเยี่ยมจริงๆ หมดเงินไป 2 จาน 66 $HK
(คูณ 5.36 ตอนนั้น) อิ่มแน่น พร้อมลุยลมหนาวกลับถึงที่พักตอน 5 ทุ่ม
เข้าห้องพัก
หลังจากเหน็ดเหนื่อย อิ่ม หนาว จากการเดินดุ่มๆ ตลอดทางจากร้านค้าและร้านอาหารย่านจิมซาจุ่ย
พวกเราก็ได้ฤกษ์เข้าบ้านพักกัน
อาคารที่ตั้งคือ Kim Tak Apartment ชั้น 14 ..
ห้องเล็กประติ๋วราคาคืนนึงพันห้า ก็ตกเป็นของพวกเราทันที .. แล้วพวกเราก็จัดกระเป๋า
เก็บข้าวของ เตรียมลุยต่อวันพรุ่งนี้...
จบตอนที่ ๑
ทำไม ภาษาไทย จึงเป็นภาษาที่ใช้สมองมากกว่าภาษาอังกฤษ

#1 By ทัวร์ฮ่องกง (58.8.123.64) on 2009-09-08 00:22