Happy New Year 2012 ครับ
posted on 04 Jan 2012 17:13 by nhephex in Lifeลูกคนที่สอง
posted on 16 Nov 2011 12:32 by nhephex in Life
)
1991 the Year Punk Broke - Sonic Youth DVD re-issue ครบรอบ 20 ปี
posted on 09 Oct 2011 21:10 by nhephex in Musicเปรียบเทียบระหว่าง version VDO กับ DVD ซึ่งออกห่างกันประมาณ 20 ปี เวอร์ชั่น VDO ผมซื้อจาก Tower Records ด้วยราคา 499 บาท ส่วน DVD ผมซื้อจาก B2S ด้วยราคา 385 บาท -- เวลาห่างกัน 20 ของราคาถูกลง :) ปล. version DVD เพิ่ม footage อีกเพียบ รวมเวลาประมาณ 160 นาที เทียบกับ version VDO ซึ่งรวมเวลาประมาณ 95 นาที




My Tribute to Steve Jobs
posted on 08 Oct 2011 12:24 by nhephex in Technologyประวัติ Steve Jobs โดย CNBC
posted on 08 Oct 2011 09:42 by nhephex in Technologyสำนักข่าวธุรกิจ CNBC ได้จัดทำสารคดี ชีวประวัติของ Steve Jobs (สตีฟ จ็อบส์) CEO สัญญลักษณ์ของ Apple (แอปเปิล) ในชื่อเรื่อง Titans : Steve Jobs โดยเนื้อหาจะกล่าวถึง ชีวประวัติโดยละเอียดของ Steve Jobs (สตีฟ จ็อบส์) ราชาแห่งซิลิคอน วัลเล่ย์แห่งนี้ ความยาวประมาณ 43.15 นาที
ที่มา : http://www.wiseknow.com
บทสรุป จากหนังสือ แนะนำวิธีเลี้ยงลูกแบบ Happy
posted on 25 Sep 2011 09:32 by nhephex in Knowledge
1) สิ่งสำคัญที่จะสกัดอาการหน้าเป็นห่วงของเด็กคือ
- การทำให้เด็กรู้คุณค่าของตัวเอง
2) สัมผัส
- การรู้คุณค่าของตัวเอง คือการรู้สึกตัวว่าตัวเองมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย
- เด็กทารกต้องการสัมผัสร่างกาย
- การอุ้มมากๆ เป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้รู้สึกว่าตัวเองสำคัญ
- การทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย สบายใจ ได้แก่ การอุ้ม การลูบศีรษะ การหอมแก้ม การยิ้มให้
- ถ้าเด็กร้องไห้มากๆแล้วไม่ได้รับการอุ้ม ในที่สุดจะชาด้าน และไม่ร้องอีก = silent baby เก็บความเศร้าไว้ภายใน
3) รับฟัง
- เมื่อลูกโตพอจะพูดได้ จงฟังลูกพูด เพื่อให้เขาเห็นว่าเขาสำคัญ
- ฟังให้มากกว่าพูด
- ผงกหัวแล้วพูดว่า อืม อย่างนั้นหรือจ๊ะ
- ทวนคำพูดเพื่อให้ลูกรู้ว่าเราฟัง และสร้างความเชื่อมั่นว่าเราอยู่ข้างลูก ** อย่าเอาความเห็นตัวเองตอบไปทันที จงทวนคำลูกก่อน
4) บอกว่าทำแบบนี้ดีแล้วจ้ะ ดีกว่า ให้ทำให้ดีที่สุดนะ
- เวลาลูกทำไม่ดี อย่าบอกว่า ให้ลูกทำให้ดีที่สุดนะเพราะจะเกิดความกดดัน ให้บอกว่า "พยายามทำแบบนี้ดีแล้วจ้ะ" แทน
5) พยายามกล่าวคำขอบคุณ
- การกระทำของลูก ถ้ามีการตอบสนองว่าขอบคุณ จะทำให้เขาประเมินคุณค่าตัวเองเพิ่มขึ้น สร้างความมั่นใจให้ลูกต่อไป
6) จิตใจเด็กเติบโตในลักษณะ พึ่งพาผู้อื่น (การอ้อน) และพึ่งพาตัวเอง
- เมื่อเกิดมาเป็นเด็ก ย่อมต้องการพ่อแม่เลี้ยงดู (การอ้อน) แต่ก็ขาดอิสระในการทำอะไรตามใจ (อยากพึ่งพาตัวเอง)
- พอสามารถทำอะไรได้ ก็จะมีโอกาสพลาด และเกิดความกังวลใจ ทำให้หันมาพึ่งผู้อื่น(พ่อแม่) อีก
- พ่อแม่ควรแสดงออกถึงการเป็นที่พึ่งเวลาที่ลูกต้องการความปลอดภัยอบอุ่นจากความกังวลใจนั้น "ไม่เป็นไรนะจ๊ะ"
7) คนที่พึ่งพาตัวเองได้ไม่ใช่คนที่ไม่อ้อน แต่เป็นคนที่ได้อ้อนอย่างเต็มที่เวลาที่อ้อนได้
- แท้จริงแล้วสิ่งที่ก่อให้เกิดการพึ่งพาตัวเอง คือความต้องการกระทำจากตัวเด็กเอง
- ** ช่วงประถมคือช่วงเวลาที่อ้อนได้อย่างเต็มที่ และถ้าเด็กได้อ้อนอย่างเต็มที่จะพึ่งพาตัวเองได้อย่างเต็มที่เช่นกัน
8) ให้อ้อนอย่างเต็มที่จนถึงสิบขวบ
- การอ้อน คือการเรียกร้องความรักจากอีกฝ่าย ถ้าได้กระทำอย่างเต็มที่จะรู้สึกว่าตัวเองได้รับความรักและมีคุณค่าพอให้รัก
- ก่อให้เกิดความเชื่อใจคนอื่นและเชื่อมั่นในตัวเอง (การรู้คุณค่าตัวเอง)
- การเชื่อใจผู้อื่น คือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และสามารถสร้างความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้อื่นได้
- เช่นลูกเจ็บมา ควรปลอบใจ โอ๋ให้หายเจ็บ กอดให้อบอุ่น เขาจะรู้สึกถึงความรักและรู้ว่าตัวเองมีคนที่รัก
- ถ้าไม่ใส่ใจ จะก่อให้เกิดความไม่วางใจต่อสิ่งรอบข้างของเด็ก และความรู้สึกว่าคุณค่าตัวเองลดลง
9) ตามใจ กับ ให้อ้อน
- ตามใจ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เป็นการก้าวก่าย ปกป้องเกินกว่าเหตุ ตามความสะดวกของผู้ใหญ่
- ให้อ้อน เป็นสิ่งที่ดี และเป็นการเคารพจังหวะเวลาของเด็ก
- อย่าให้ของที่เขาอยากได้ แต่เวลาที่เขาต้องการเล่าอะไรให้ฟัง ให้เข้าไปกอดหรือให้นั่งตักแล้วเล่าให้เราฟัง
- ช่วยเหลือสิ่งที่เขาทำไม่ได้จริงๆ แต่ไม่ใช่ทำแทนในสิ่งที่เขาทำเองได้ ต้องให้เขาทำเอง
- ควรให้ลูกอดทนในเรื่องที่สามารถทนได้ (ให้ฝึก) ส่วนเรื่องใหญ่เช่น ปวดท้อง ต้องพาไปหาหมอ ไม่ใช่รอ
10) เมื่อพบว่าลูกต่ำกว่า 10 ขวบไม่ค่อยอ้อน ต้องให้เวลาเขามากขึ้น
- "ความรักและการอ้อน คือพลังทะลุทะลวงท่อที่ตัน"
- หากเด็กอายุต่ำกว่าสิบขวบไม่ค่อยอ้อน ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า เขาอาจกำลังอดทนอะไรบางอย่าง ถ้าดุบ่อยก็ให้ลดลง และพยายามสัมผัส แสดงความรักให้บ่อยๆ
11) ประเภทเด็กที่ดุได้ กับดุไม่ได้
- เด็กที่ดุได้ คือเด็กที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ เป็นคนง่ายๆ สบายๆ
- เด็กที่ต้องระวังเวลาดุ คือเด็กที่ขี้ใจน้อย และมีทิฐิ
- เด็กที่ขี้ใจน้อย สังเกตุได้จาก ถ้าเราดุเขาไปแล้ว เขาจะไม่กล้าทำสิ่งนั้นอีก เด็กแบบนี้ให้ระวังเวลาดุให้ดี
- เด็กที่มีทิฐิ ให้สังเกตุลักษณะการพูด เช่น มักใช้คำว่า "ถึงอย่างไรก็..." เช่น "ถึงอย่างไรผมมันก็ไม่ได้เรื่องอยู่แล้วนี่" เด็กแบบนี้ จริงๆแล้วน่าสงสาร เพราะแสดงความรู้สึกไม่ค่อยเก่ง และมักถูกทำร้ายจิตใจมากกว่าปกติ 2-3 เท่า
- การจัดการกับเด็กที่มีทิฐิ ให้รับฟังคำอธิบายเหตุผลของเขา และตอบรับว่า "เข้าใจแล้วจ้ะ" จากนั้น ก็แสดงความเห็นของเรา เช่น "แต่การที่ไปทำอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเช่นกันจ้ะ" ซึ่งจะช่วยสลายทิฐิ เขาก่อนสอนเขาต่อไป
12) ควรระวังเวลาดุเด็ก
- ไม่ใช่วิธีพูดเชิงปฏิเสธที่เหมารวมนิสัยทั้งหมด เช่น เธอนี่มันไม่ได้เรื่องซักอย่าง ให้พูดว่าที่ทำน่ะ...(ระบุสิ่งที่ทำ)... ไม่ดี
- ดุแบบที่ทำให้คนโดนดุรู้เรื่องว่ากำลังโดนดุเรื่องอะไรอยู่ เช่น แย่งของเพื่อนไม่ได้นะจ๊ะ แล้วจึงดุ
- บอกด้วยทำอย่างไรถึงจะไม่โดนดุอีก เช่น คราวหน้าถ้าอยากได้อะไรขอให้บอกออกมานะจ๊ะ อย่าทำอย่างนี้ เพราะจะโดนดุอีก
13) วิธีแซนด์วิช
- การจะดุเด็กด้วยข้อเสียนั้น จะต้องประกบหน้าหลังด้วยข้อดี เสียก่อน
- เช่นกรณีดุเด็กผู้ชายที่ชอบแกล้งเด็กผู้หญิงที่นั่งข้างๆ 1) เธอเป็นเด็กที่ดีนะชอบรดน้ำต้นไม้ทุกเย็นเวลาเลิกเรียน 2) แต่ทำไมเธอชอบแกล้งเด็กผู้หญิงข้างๆเธอ 3) เด็กดีๆ อย่างเธอต้องมีเหตุผลที่ทำแบบนั้นแน่ๆ บอกมาซิ
- แต่ถ้าเป็นการประกบด้วย ข้อเสีย โดยมีข้อดีอยู่ตรงกลางนั้นควรหลีกเลี่ยง เพราะกับเด็กบางประเภท อาจทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าได้ทีเดียว
14) การอบรมสั่งสอนลูก
- ปัญหาของเด็กสมัยนี้ กลับไม่ใช่ได้รับการเรียนการสอนไม่เพียงพอ แต่ตรงกันข้าม เป็นเพราะเด็กถูกให้เรียนมากเกินไป
- การอบรมสั่งสอนเป็นสิ่งสำคัญ แต่ให้เน้นที่เรื่องการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมการแสดงออกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
- ตัวพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่เหมาะสมกับลูก (อยากให้ลูกสวัสดีคนอื่น ก็ควรสวัสดีคนอื่นให้ลูกเห็น)
- ไม่ควรใช้คำสอนแบบ "ทำ...สิ" "ห้ามทำ....นะ" เพราะเด็กจะทำ หรือไม่ทำในตอนนั้นเท่านั้น และปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นเวลาไม่อยู่กับพ่อแม่ การรู้คุณค่าในตัวเด็กจะมีแต่ลดลง
- หากต้องการใช้คำของตัวเองแนะนำลูก ควรยกเอา "การกระทำ" เป็นประธาน และตบด้วยคำว่า "ดีใจ" หรือ "เสียใจ" เช่น "ลูกช่วยแม่ล้างจาน แม่รู้สึกดีใจจริงๆจ้ะ" หรือ "ลูกไปแกล้งเพื่อนแบบนี้ แม่เสียใจจริงๆ" ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าในตัวลูก ว่าเขาได้ "ทำ" หรือ "ไม่ทำ" โดยตัวของเขา
- ให้ลูกทำผิดพลาด เพื่อให้ลูกเรียนรู้ ไม่ชิงกล่าวห้าม หรือชี้นำไปเสียก่อน เช่น ไม่ควรตรวจของในกระเป๋าเรียนลูกว่าลืมอะไรหรือเปล่า แล้วจัดแจงเตรียมให้เอง แต่ปล่อยให้ลูกลืมของในกระเป๋า เมื่อลูกกลับมาก็ถามกลับว่า แล้วจะทำอย่างไรให้ไม่ลืมแบบนี้อีก ลูกก็จะคิดได้ว่า ควรจะ
- ให้รู้จักผ่อนคลาย ถ้ารู้สึกถึงความหนักใจกับการต้องคอยสั่งสอนกังวลลูกมากไป ให้พักผ่อนสูดลมหายใจและพูดว่า "พอกันที" บ้าง บางครั้งก็ช่วยให้ลูกเติบโตดีกว่าถ้าเราพยายามมากเกินไป
15) การทำตัวเป็นเพื่อนเด็ก บางครั้งก็เกิดความโกรธจัดได้ ทำอย่างไรดีต่อสิ่งเหล่านี้
หัวข้อนี้คือจิตวิทยาต่อการหมดความอดทนกับเด็ก
15.1) ต้องการให้เด็กทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ธรรมชาติของเด็กคือ
- เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง --> มองในแง่ดีคือ ก่อนที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น จะต้องรู้จักยืนยันควาามคิดของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงการเติบโตที่สมบูรณ์
- มักทำผิดพลาด --> ความผิดพลาด ทำให้เรียนรู้ที่จะพัฒนา
- ไม่ฟังเรื่องที่เราพูด -> การแสดงออกถึงความเป็นอิสระในความคิด ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของใคร
15.2) ตีความคำพูดและการกระทำของเด็กเสียๆหายๆ
- เช่น การที่เด็กไม่กินอาหารที่เราทำ ไม่ใช่เพราะต้องการดูถูกว่าเราทำอาหารไม่อร่อย แต่เพราะเด็กคือเด็ก ไม่ได้ชอบกินอาหารประเภทที่เราทำ
- เช่น การที่เด็กไม่รับฟังเรา ไม่ใช่เราพูดไม่ดีหรือพูดไม่รู้เรื่อง แต่เพราะเด็กคือเด็ก ไม่ค่อยฟังคนอื่นอยู่แล้ว
ถ้าเราเอาอารมณ์คิดว่าเด็กต้องการว่าเรา เราจะโกรธกลับ กลายเป็นการตีความผิดและส่งผลเสียตามมา
15.3) พ่อแม่มักแบกรับความรู้สึกผิดชอบไว้มากเกินไป
- พ่อแม่บางคนคิดว่า ที่เด็กทำตัวไม่ดี เป็นเพราะตัวเองสั่งสอนไม่ดี การคิดแบบนี้ทำให้มองลูกในแง่ ถ้าแสดงออกมาไม่เหมือนที่ตัวเองสอน แสดงว่าตัวเองสอนไม่ดี และกลัวคนรอบข้างมองว่าตัวเองไม่ดี ให้ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น อย่าตำหนิเขาถ้าเขาไม่ทำในสิ่งที่เราคาดหวัง เช่น เขาไม่
16) สนับสนุนคุณแม่
- การปกป้องคุณแม่ที่เลี้ยงลูก ให้รู้สึกว่ามีคนอยู่รอบข้างที่เป็นกำลังใจ
17) คุณแม่ไม่มีวันหยุด
- อย่าคิดว่าหน้าที่การเลี้ยงลูกเป็นของคุณแม่เพียงอย่างเดียว
18) การไปทำงานของคุณแม่เป็นผลดีหรือผลเสียต่อเด็ก
- จากผลการวิจัย พบว่า ไม่ว่าแม่ของเด็กจะทำงานหรือไม่ ก็ไม่มีผลต่อการพัฒนาทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็ก
บทสรุปมีดังนี้
- ไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้าง ให้ตัดสินใจจากความรู้สึกของตัวเอง ถ้าคิดว่าอยากเลี้ยงลูกข้างลูกตอนเล็กๆ ก็ให้ทำแบบนั้น แต่ถ้าคิดว่าจะทำงานแล้วฝากลูกกับเนิร์สเซอรี่ก็ให้คิดว่า จะได้มีโอกาสให้ความรักลูกมากเป็นพิเศษเพราะคิดถึงตอนกลับจากงาน ก็ให้ทำแบบนั้นได้
19) เมื่อทั้งสามีและภรรยา ต้องไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ควรทำอย่างไรดี
- ถ้าจะให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง ต้องอย่าทิ้งความรับผิดชอบไปเสียทั้งหมด ยังคงพูดคุยกับลูก อย่าปัดให้ปู่ย่าตายาย เช่นลูกอยากคุย อย่าบอกให้ไปคุยกับย่า
- ปู่ย่าตายาย เมื่อพ่อแม่ของเด็กกลับมา ก็ควรเปิดให้อยู่กับพ่อแม่ เพื่อให้เด็กได้รับความอบอุ่น
- แม้เวลาเพียงห้านาทีสิบนาทีก็มีค่า เช่นฟังลูกพูดถึงเรื่องราวต่างๆ
20) คุณพ่ออย่าใช้คำถาม - มีอะไรให้ช่วยไหม หรือ ช่วยเลี้ยงไหม เพราะทำให้เหมือนกับหน้าที่เลี้ยงดูลูกเป็นหน้าที่ของแม่แต่เพียงผู้เดียว และถ้ามีปัญหาเรื่องงานที่ต้องรับผิดชอบ ให้ทำดังนี้
- รับฟังปัญหาที่แม่พบเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกมา ถ้าต้องอยู่ห่างกัน ให้โทรศัพท์คุยก็ได้
- พูดขอบคุณภรรยา
- รวบรวมข้อมูลให้คุณแม่ที่เกี่ยวกับลูกเช่นหาที่เรียน
- กล่อมลูกยามดึก
- อาบน้ำกับลูก
- การเล่นที่ใช้ร่างกาย
- กรณีที่มีลูกหลายคนแล้วคนเล็กแม่ต้องดูแล ให้พ่อเล่นกับลูกคนโตช่วยคุณแม่ได้มาก
- ทำอาหาร
- แบ่งเบาภาระทำงานบ้าน
- ห้ามพูดทำนองเพิ่มภาระให้ภรรยา ซึ่งเลี้ยงลูกอยู่ เช่นหาของ
- ห้ามพูดว่าภรรยาเลี้ยงไม่ดี
- ห้ามเปรียบเทียบภรรยากับแม่ตัวเอง
- ห้ามรำคาญลูก
- ห้ามใช้ความรุนแรง
21) ขีดเส้นระหว่างคนอื่นและตัวเรา
- ให้คิดเสมอว่า ไม่ว่าคนอื่นจะเข้าใจเราหรือไม่เข้าใจ สุดท้าย เราก็คือตัวเรา ลูกก็คือตัวของเขาเอง เราทำหน้าที่เพียงเลี้ยงเขาให้ดีที่สุด ไม่ใช่เป็นคนกำหนดชีวิตให้เป็นไปตามที่สังคมพูดกัน เช่น ทำไมแก่นเหมือนเด็กผู้ชาย หรือ ทำไมเลี้ยงลูกไม่ดีเลย
- วิธีการคือ ขีดเส้นกันระหว่างตัวเรากับคนรอบข้าง อย่าให้เข้ามาก้าวก่ายกัน
- การขีดเส้นแบ่งเขต เป็นการให้ความสำคัญกับตัวเอง และให้เกียรติผู้อื่นด้วย
22) ลูกเป็นสิ่งล้ำค่า แม่ก็เช่นกัน
Thurston Moore Live เพลง Benediction
posted on 02 Sep 2011 19:58 by nhephex in Musicดาวดึกดำบรรพ์
posted on 24 Aug 2011 11:05 by nhephex in Book
เพิ่งได้ดู กวน มึน โฮ
posted on 16 Aug 2011 10:47 by nhephex in Movie


Find more artists like Paradorn at Myspace Music
ทำไม ภาษาไทย จึงเป็นภาษาที่ใช้สมองมากกว่าภาษาอังกฤษ