posted on 20 May 2012 11:36 by nhephex in Music
เอาเพลงมาฝากครับ เพลง The Last Leaf version High Noise! (Cover วง The Cascades)
VIDEO
The Last Leaf - Cover The Cascades
Recorded in 2005 and re-mix in 2012.
All instruments you heard on the
song were all played by nhephex.
(Hate Your Boyfriend's Member)
Lyrics:
The last leaf clings to the bough
Just one leaf, that's all there is now
And my last hope live with that lonely
leaf, lonely leaf
With the last leaf that clings to the bough
Last summer beneath this tree
My love said she'd come to me
Before the leaves of autumn touched the ground,
touched the ground
My love promised she's be homeward bound
Then one by one the leaves began to fall
And now that winter's come to call
The last leaf that clings to the bough
Just one leaf, that's all there is now
Will my last hope fall with that lonely leaf,
lonely leaf
With the last leaf, the last leaf
With the last leaf that clings to the bough
Bough, bough, bough . . .
posted on 07 Feb 2012 21:38 by nhephex in Story
If you see this, it means I love you.
Eventhough we can't be together.
Time will heal my sadness through its fur.
Without pearl of your kiss, I miss you.
posted on 24 Jan 2012 14:07 by nhephex in Music
เอาเพลงมาฝากครับ แต่งเอง เล่นเอง ไม่มีสลิง :P
VIDEO
.
posted on 04 Jan 2012 17:13 by nhephex in Life
ขอให้ท่านผู้อ่านทุกคนมีความสุขมากๆครับ
VIDEO
posted on 16 Nov 2011 12:32 by nhephex in Life
ไม่ได้เข้ามา Up Blog นาน วันนี้เลยแวะมาบอกข่าวดีครับ
ตอนนี้ผมเป็นพ่อลูกสองแล้วนะ (ลูกสาวสองคนเลย
)
น้องแฟรี่เกิดวันที่ 27 ต.ค. เวลาประมาณเกือบ 11 โมง(เช้า) นะครับผม
ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่
posted on 09 Oct 2011 21:10 by nhephex in Music
เปรียบเทียบระหว่าง version VDO กับ DVD ซึ่งออกห่างกันประมาณ 20 ปี เวอร์ชั่น VDO ผมซื้อจาก Tower Records ด้วยราคา 499 บาท ส่วน DVD ผมซื้อจาก B2S ด้วยราคา 385 บาท -- เวลาห่างกัน 20 ของราคาถูกลง :) ปล. version DVD เพิ่ม footage อีกเพียบ รวมเวลาประมาณ 160 นาที เทียบกับ version VDO ซึ่งรวมเวลาประมาณ 95 นาที
posted on 08 Oct 2011 12:24 by nhephex in Technology
ตัดต่อรูปปกจากเวบ Time Magazine -- Tribute to Steve Jobs ครับ RIP
posted on 08 Oct 2011 09:42 by nhephex in Technology
ชีวประวัติ Steve Jobs แห่ง Apple
สำนักข่าวธุรกิจ CNBC ได้จัดทำสารคดี ชีวประวัติของ Steve Jobs (สตีฟ จ็อบส์) CEO สัญญลักษณ์ของ Apple (แอปเปิล) ในชื่อเรื่อง Titans : Steve Jobs โดยเนื้อหาจะกล่าวถึง ชีวประวัติโดยละเอียดของ Steve Jobs (สตีฟ จ็อบส์) ราชาแห่งซิลิคอน วัลเล่ย์แห่งนี้ ความยาวประมาณ 43.15 นาที
ที่มา : http://www.wiseknow.com
posted on 25 Sep 2011 09:32 by nhephex in Knowledge
หลังจากซื้อหนังสือการ์ตูนสอนเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น โดยคุณหมอ ไดจิ อาเคะฮาชิ และ วาดภาพประกอบโดย โทโมโกะ โอตะ ผมเห็นว่าเนื้อหามีประโยชน์มากๆ และสามารถสรุปเป็นเรื่องราวไว้อ่านอย่างสั้น (แต่ทำออกมาแล้วยาวเหมือนกันแฮะ -_-") ทีหลังได้ สำหรับคนที่มีลูก มีข้อสอนใจหลายอย่างที่คิดว่าจะช่วยให้การเลี้ยงลูกอย่างให้ลูกและคุณมีทัศนะคติที่ดีต่อชีวิต นั้นเป็นอย่างไรครับ
การสรุปนี้ไม่มีเจตนาจะละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ ถ้าคนที่ชอบ เนื้อหาในเล่มเขียนไว้ดีมาก หาซื้อได้จากร้านหนังสือทั่วไป ปกเป็นแบบนี้ครับ
เริ่มเลยะครับ
สรุป วิธีเลี้ยงลูกแบบ Happy 1) สิ่งสำคัญที่จะสกัดอาการหน้าเป็นห่วงของเด็กคือ - การทำให้เด็กรู้คุณค่าของตัวเอง2) สัมผัส - การรู้คุณค่าของตัวเอง คือการรู้สึกตัวว่าตัวเองมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย - เด็กทารกต้องการสัมผัสร่างกาย - การอุ้มมากๆ เป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้รู้สึกว่าตัวเองสำคัญ - การทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย สบายใจ ได้แก่ การอุ้ม การลูบศีรษะ การหอมแก้ม การยิ้มให้ - ถ้าเด็กร้องไห้มากๆแล้วไม่ได้รับการอุ้ม ในที่สุดจะชาด้าน และไม่ร้องอีก = silent baby เก็บความเศร้าไว้ภายใน3) รับฟัง - เมื่อลูกโตพอจะพูดได้ จงฟังลูกพูด เพื่อให้เขาเห็นว่าเขาสำคัญ - ฟังให้มากกว่าพูด - ผงกหัวแล้วพูดว่า อืม อย่างนั้นหรือจ๊ะ - ทวนคำพูดเพื่อให้ลูกรู้ว่าเราฟัง และสร้างความเชื่อมั่นว่าเราอยู่ข้างลูก ** อย่าเอาความเห็นตัวเองตอบไปทันที จงทวนคำลูกก่อน4) บอกว่าทำแบบนี้ดีแล้วจ้ะ ดีกว่า ให้ทำให้ดีที่สุดนะ - เวลาลูกทำไม่ดี อย่าบอกว่า ให้ลูกทำให้ดีที่สุดนะเพราะจะเกิดความกดดัน ให้บอกว่า "พยายามทำแบบนี้ดีแล้วจ้ะ" แทน5) พยายามกล่าวคำขอบคุณ - การกระทำของลูก ถ้ามีการตอบสนองว่าขอบคุณ จะทำให้เขาประเมินคุณค่าตัวเองเพิ่มขึ้น สร้างความมั่นใจให้ลูกต่อไป6) จิตใจเด็กเติบโตในลักษณะ พึ่งพาผู้อื่น (การอ้อน) และพึ่งพาตัวเอง - เมื่อเกิดมาเป็นเด็ก ย่อมต้องการพ่อแม่เลี้ยงดู (การอ้อน) แต่ก็ขาดอิสระในการทำอะไรตามใจ (อยากพึ่งพาตัวเอง) - พอสามารถทำอะไรได้ ก็จะมีโอกาสพลาด และเกิดความกังวลใจ ทำให้หันมาพึ่งผู้อื่น(พ่อแม่) อีก - พ่อแม่ควรแสดงออกถึงการเป็นที่พึ่งเวลาที่ลูกต้องการความปลอดภัยอบอุ่นจากความกังวลใจนั้น "ไม่เป็นไรนะจ๊ะ"7) คนที่พึ่งพาตัวเองได้ไม่ใช่คนที่ไม่อ้อน แต่เป็นคนที่ได้อ้อนอย่างเต็มที่เวลาที่อ้อนได้ - แท้จริงแล้วสิ่งที่ก่อให้เกิดการพึ่งพาตัวเอง คือความต้องการกระทำจากตัวเด็กเอง - ** ช่วงประถมคือช่วงเวลาที่อ้อนได้อย่างเต็มที่ และถ้าเด็กได้อ้อนอย่างเต็มที่จะพึ่งพาตัวเองได้อย่างเต็มที่เช่นกัน8) ให้อ้อนอย่างเต็มที่จนถึงสิบขวบ - การอ้อน คือการเรียกร้องความรักจากอีกฝ่าย ถ้าได้กระทำอย่างเต็มที่จะรู้สึกว่าตัวเองได้รับความรักและมีคุณค่าพอให้รัก - ก่อให้เกิดความเชื่อใจคนอื่นและเชื่อมั่นในตัวเอง (การรู้คุณค่าตัวเอง) - การเชื่อใจผู้อื่น คือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และสามารถสร้างความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้อื่นได้ - เช่นลูกเจ็บมา ควรปลอบใจ โอ๋ให้หายเจ็บ กอดให้อบอุ่น เขาจะรู้สึกถึงความรักและรู้ว่าตัวเองมีคนที่รัก - ถ้าไม่ใส่ใจ จะก่อให้เกิดความไม่วางใจต่อสิ่งรอบข้างของเด็ก และความรู้สึกว่าคุณค่าตัวเองลดลง9) ตามใจ กับ ให้อ้อน - ตามใจ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เป็นการก้าวก่าย ปกป้องเกินกว่าเหตุ ตามความสะดวกของผู้ใหญ่ - ให้อ้อน เป็นสิ่งที่ดี และเป็นการเคารพจังหวะเวลาของเด็ก - อย่าให้ของที่เขาอยากได้ แต่เวลาที่เขาต้องการเล่าอะไรให้ฟัง ให้เข้าไปกอดหรือให้นั่งตักแล้วเล่าให้เราฟัง - ช่วยเหลือสิ่งที่เขาทำไม่ได้จริงๆ แต่ไม่ใช่ทำแทนในสิ่งที่เขาทำเองได้ ต้องให้เขาทำเอง - ควรให้ลูกอดทนในเรื่องที่สามารถทนได้ (ให้ฝึก) ส่วนเรื่องใหญ่เช่น ปวดท้อง ต้องพาไปหาหมอ ไม่ใช่รอ10) เมื่อพบว่าลูกต่ำกว่า 10 ขวบไม่ค่อยอ้อน ต้องให้เวลาเขามากขึ้น - "ความรักและการอ้อน คือพลังทะลุทะลวงท่อที่ตัน" - หากเด็กอายุต่ำกว่าสิบขวบไม่ค่อยอ้อน ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า เขาอาจกำลังอดทนอะไรบางอย่าง ถ้าดุบ่อยก็ให้ลดลง และพยายามสัมผัส แสดงความรักให้บ่อยๆ11) ประเภทเด็กที่ดุได้ กับดุไม่ได้ - เด็กที่ดุได้ คือเด็กที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ เป็นคนง่ายๆ สบายๆ - เด็กที่ต้องระวังเวลาดุ คือเด็กที่ขี้ใจน้อย และมีทิฐิ - เด็กที่ขี้ใจน้อย สังเกตุได้จาก ถ้าเราดุเขาไปแล้ว เขาจะไม่กล้าทำสิ่งนั้นอีก เด็กแบบนี้ให้ระวังเวลาดุให้ดี - เด็กที่มีทิฐิ ให้สังเกตุลักษณะการพูด เช่น มักใช้คำว่า "ถึงอย่างไรก็..." เช่น "ถึงอย่างไรผมมันก็ไม่ได้เรื่องอยู่แล้วนี่" เด็กแบบนี้ จริงๆแล้วน่าสงสาร เพราะแสดงความรู้สึกไม่ค่อยเก่ง และมักถูกทำร้ายจิตใจมากกว่าปกติ 2-3 เท่า - การจัดการกับเด็กที่มีทิฐิ ให้รับฟังคำอธิบายเหตุผลของเขา และตอบรับว่า "เข้าใจแล้วจ้ะ" จากนั้น ก็แสดงความเห็นของเรา เช่น "แต่การที่ไปทำอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเช่นกันจ้ะ" ซึ่งจะช่วยสลายทิฐิ เขาก่อนสอนเขาต่อไป12) ควรระวังเวลาดุเด็ก - ไม่ใช่วิธีพูดเชิงปฏิเสธที่เหมารวมนิสัยทั้งหมด เช่น เธอนี่มันไม่ได้เรื่องซักอย่าง ให้พูดว่าที่ทำน่ะ...(ระบุสิ่งที่ทำ)... ไม่ดี - ดุแบบที่ทำให้คนโดนดุรู้เรื่องว่ากำลังโดนดุเรื่องอะไรอยู่ เช่น แย่งของเพื่อนไม่ได้นะจ๊ะ แล้วจึงดุ - บอกด้วยทำอย่างไรถึงจะไม่โดนดุอีก เช่น คราวหน้าถ้าอยากได้อะไรขอให้บอกออกมานะจ๊ะ อย่าทำอย่างนี้ เพราะจะโดนดุอีก13) วิธีแซนด์วิช - การจะดุเด็กด้วยข้อเสียนั้น จะต้องประกบหน้าหลังด้วยข้อดี เสียก่อน - เช่นกรณีดุเด็กผู้ชายที่ชอบแกล้งเด็กผู้หญิงที่นั่งข้างๆ 1) เธอเป็นเด็กที่ดีนะชอบรดน้ำต้นไม้ทุกเย็นเวลาเลิกเรียน 2) แต่ทำไมเธอชอบแกล้งเด็กผู้หญิงข้างๆเธอ 3) เด็กดีๆ อย่างเธอต้องมีเหตุผลที่ทำแบบนั้นแน่ๆ บอกมาซิ - แต่ถ้าเป็นการประกบด้วย ข้อเสีย โดยมีข้อดีอยู่ตรงกลางนั้นควรหลีกเลี่ยง เพราะกับเด็กบางประเภท อาจทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าได้ทีเดียว14) การอบรมสั่งสอนลูก - ปัญหาของเด็กสมัยนี้ กลับไม่ใช่ได้รับการเรียนการสอนไม่เพียงพอ แต่ตรงกันข้าม เป็นเพราะเด็กถูกให้เรียนมากเกินไป - การอบรมสั่งสอนเป็นสิ่งสำคัญ แต่ให้เน้นที่เรื่องการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมการแสดงออกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น - ตัวพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่เหมาะสมกับลูก (อยากให้ลูกสวัสดีคนอื่น ก็ควรสวัสดีคนอื่นให้ลูกเห็น) - ไม่ควรใช้คำสอนแบบ "ทำ...สิ" "ห้ามทำ....นะ" เพราะเด็กจะทำ หรือไม่ทำในตอนนั้นเท่านั้น และปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นเวลาไม่อยู่กับพ่อแม่ การรู้คุณค่าในตัวเด็กจะมีแต่ลดลง - หากต้องการใช้คำของตัวเองแนะนำลูก ควรยกเอา "การกระทำ" เป็นประธาน และตบด้วยคำว่า "ดีใจ" หรือ "เสียใจ" เช่น "ลูกช่วยแม่ล้างจาน แม่รู้สึกดีใจจริงๆจ้ะ" หรือ "ลูกไปแกล้งเพื่อนแบบนี้ แม่เสียใจจริงๆ" ซึ่งช่วยเพิ่มคุณค่าในตัวลูก ว่าเขาได้ "ทำ" หรือ "ไม่ทำ" โดยตัวของเขา
ไม่ใช่พูดทำนอง "ลูกต้องล้างจานนะ" หรือ "อย่าไปแกล้งเพื่อนแบบนี้" การพูดแบบนี้เอาตัวพ่อแม่เป็นศูนย์กลาง และลูกเพียงปฏิบัติสิ่งที่พูด ซ้ำยังทำให้ลูกรู้สึกถึงการด้อยค่าในตัวเองขึ้นเรื่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ - ให้ลูกทำผิดพลาด เพื่อให้ลูกเรียนรู้ ไม่ชิงกล่าวห้าม หรือชี้นำไปเสียก่อน เช่น ไม่ควรตรวจของในกระเป๋าเรียนลูกว่าลืมอะไรหรือเปล่า แล้วจัดแจงเตรียมให้เอง แต่ปล่อยให้ลูกลืมของในกระเป๋า เมื่อลูกกลับมาก็ถามกลับว่า แล้วจะทำอย่างไรให้ไม่ลืมแบบนี้อีก ลูกก็จะคิดได้ว่า ควรจะ
เตรียมของตั้งแต่คืนก่อนเรียน เพื่อให้ตอนเช้าไม่ลืมอีก - ให้รู้จักผ่อนคลาย ถ้ารู้สึกถึงความหนักใจกับการต้องคอยสั่งสอนกังวลลูกมากไป ให้พักผ่อนสูดลมหายใจและพูดว่า "พอกันที" บ้าง บางครั้งก็ช่วยให้ลูกเติบโตดีกว่าถ้าเราพยายามมากเกินไป15) การทำตัวเป็นเพื่อนเด็ก บางครั้งก็เกิดความโกรธจัดได้ ทำอย่างไรดีต่อสิ่งเหล่านี้ หัวข้อนี้คือจิตวิทยาต่อการหมดความอดทนกับเด็ก 15.1) ต้องการให้เด็กทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ธรรมชาติของเด็กคือ - เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง --> มองในแง่ดีคือ ก่อนที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น จะต้องรู้จักยืนยันควาามคิดของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงการเติบโตที่สมบูรณ์ - มักทำผิดพลาด --> ความผิดพลาด ทำให้เรียนรู้ที่จะพัฒนา - ไม่ฟังเรื่องที่เราพูด -> การแสดงออกถึงความเป็นอิสระในความคิด ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของใคร 15.2) ตีความคำพูดและการกระทำของเด็กเสียๆหายๆ - เช่น การที่เด็กไม่กินอาหารที่เราทำ ไม่ใช่เพราะต้องการดูถูกว่าเราทำอาหารไม่อร่อย แต่เพราะเด็กคือเด็ก ไม่ได้ชอบกินอาหารประเภทที่เราทำ - เช่น การที่เด็กไม่รับฟังเรา ไม่ใช่เราพูดไม่ดีหรือพูดไม่รู้เรื่อง แต่เพราะเด็กคือเด็ก ไม่ค่อยฟังคนอื่นอยู่แล้ว ถ้าเราเอาอารมณ์คิดว่าเด็กต้องการว่าเรา เราจะโกรธกลับ กลายเป็นการตีความผิดและส่งผลเสียตามมา 15.3) พ่อแม่มักแบกรับความรู้สึกผิดชอบไว้มากเกินไป - พ่อแม่บางคนคิดว่า ที่เด็กทำตัวไม่ดี เป็นเพราะตัวเองสั่งสอนไม่ดี การคิดแบบนี้ทำให้มองลูกในแง่ ถ้าแสดงออกมาไม่เหมือนที่ตัวเองสอน แสดงว่าตัวเองสอนไม่ดี และกลัวคนรอบข้างมองว่าตัวเองไม่ดี ให้ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น อย่าตำหนิเขาถ้าเขาไม่ทำในสิ่งที่เราคาดหวัง เช่น เขาไม่
กล้าสวัสดีคนอื่น ไม่ใช่คิดว่า "อยากให้แม่ขายหน้าคนอื่นเหรอที่ไม่ยอมหวัดดีคนอื่นตามที่แม่สอนไว้" เพราะอาจจะเป็นนิสัยขี้อายของเขา ซึ่งเราจะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ คนในโลกนี้มีหลายประเภท ช่วยกันสร้างสีสรรค์ให้กับโลกใบนี้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีนิสัยเหมือนกันตามที่เราอยากให้เป็น
ดังนั้น ถ้ายอมรับตรงนี้ได้ก่อน ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้น และเข้าใจลูกได้ดียิ่งขึ้น16) สนับสนุนคุณแม่ - การปกป้องคุณแม่ที่เลี้ยงลูก ให้รู้สึกว่ามีคนอยู่รอบข้างที่เป็นกำลังใจ17) คุณแม่ไม่มีวันหยุด - อย่าคิดว่าหน้าที่การเลี้ยงลูกเป็นของคุณแม่เพียงอย่างเดียว18) การไปทำงานของคุณแม่เป็นผลดีหรือผลเสียต่อเด็ก - จากผลการวิจัย พบว่า ไม่ว่าแม่ของเด็กจะทำงานหรือไม่ ก็ไม่มีผลต่อการพัฒนาทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็ก บทสรุปมีดังนี้ - ไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้าง ให้ตัดสินใจจากความรู้สึกของตัวเอง ถ้าคิดว่าอยากเลี้ยงลูกข้างลูกตอนเล็กๆ ก็ให้ทำแบบนั้น แต่ถ้าคิดว่าจะทำงานแล้วฝากลูกกับเนิร์สเซอรี่ก็ให้คิดว่า จะได้มีโอกาสให้ความรักลูกมากเป็นพิเศษเพราะคิดถึงตอนกลับจากงาน ก็ให้ทำแบบนั้นได้19) เมื่อทั้งสามีและภรรยา ต้องไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ควรทำอย่างไรดี - ถ้าจะให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง ต้องอย่าทิ้งความรับผิดชอบไปเสียทั้งหมด ยังคงพูดคุยกับลูก อย่าปัดให้ปู่ย่าตายาย เช่นลูกอยากคุย อย่าบอกให้ไปคุยกับย่า - ปู่ย่าตายาย เมื่อพ่อแม่ของเด็กกลับมา ก็ควรเปิดให้อยู่กับพ่อแม่ เพื่อให้เด็กได้รับความอบอุ่น - แม้เวลาเพียงห้านาทีสิบนาทีก็มีค่า เช่นฟังลูกพูดถึงเรื่องราวต่างๆ20) คุณพ่ออย่าใช้คำถาม - มีอะไรให้ช่วยไหม หรือ ช่วยเลี้ยงไหม เพราะทำให้เหมือนกับหน้าที่เลี้ยงดูลูกเป็นหน้าที่ของแม่แต่เพียงผู้เดียว และถ้ามีปัญหาเรื่องงานที่ต้องรับผิดชอบ ให้ทำดังนี้ - รับฟังปัญหาที่แม่พบเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกมา ถ้าต้องอยู่ห่างกัน ให้โทรศัพท์คุยก็ได้ - พูดขอบคุณภรรยา - รวบรวมข้อมูลให้คุณแม่ที่เกี่ยวกับลูกเช่นหาที่เรียน - กล่อมลูกยามดึก - อาบน้ำกับลูก - การเล่นที่ใช้ร่างกาย - กรณีที่มีลูกหลายคนแล้วคนเล็กแม่ต้องดูแล ให้พ่อเล่นกับลูกคนโตช่วยคุณแม่ได้มาก - ทำอาหาร - แบ่งเบาภาระทำงานบ้าน - ห้ามพูดทำนองเพิ่มภาระให้ภรรยา ซึ่งเลี้ยงลูกอยู่ เช่นหาของ - ห้ามพูดว่าภรรยาเลี้ยงไม่ดี - ห้ามเปรียบเทียบภรรยากับแม่ตัวเอง - ห้ามรำคาญลูก - ห้ามใช้ความรุนแรง21) ขีดเส้นระหว่างคนอื่นและตัวเรา - ให้คิดเสมอว่า ไม่ว่าคนอื่นจะเข้าใจเราหรือไม่เข้าใจ สุดท้าย เราก็คือตัวเรา ลูกก็คือตัวของเขาเอง เราทำหน้าที่เพียงเลี้ยงเขาให้ดีที่สุด ไม่ใช่เป็นคนกำหนดชีวิตให้เป็นไปตามที่สังคมพูดกัน เช่น ทำไมแก่นเหมือนเด็กผู้ชาย หรือ ทำไมเลี้ยงลูกไม่ดีเลย - วิธีการคือ ขีดเส้นกันระหว่างตัวเรากับคนรอบข้าง อย่าให้เข้ามาก้าวก่ายกัน - การขีดเส้นแบ่งเขต เป็นการให้ความสำคัญกับตัวเอง และให้เกียรติผู้อื่นด้วย22) ลูกเป็นสิ่งล้ำค่า แม่ก็เช่นกัน